ยัยตาเล็กกับเพื่อนเที่ยวกัมพูชา

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

คำสรรพนาม

คำสรรพนาม

          คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนนามในประโยคสื่อสาร เราใช้คำสรรพนามเพื่อไม่ต้องกล่าวคำนามซ้ำๆ
ชนิดของคำสรรพนาม แบ่งเป็น
7 ประเภท ดังนี้
        1. สรรพนามที่ใช้ในการพูด (บุรุษสรรพนาม) เป็นสรรพนามที่ใช้ในการพูดจา สื่อสารกัน ระหว่างผู้ส่งสาร (ผู้พูด) ผู้รับสาร (ผู้ฟัง) และผู้ที่เรากล่าวถึง มี 3 ชนิด ดังนี้
    1) สรรพนามบุรุษที่ 1 ใช้แทนผู้ส่งสาร (ผู้พูด) เช่น ฉัน ดิฉัน ผม ข้าพเจ้า เรา หนู เป็นต้น
    2) สรรพนามบุรุษที่ 2 ใช้แทนผู้รับสาร (ผู้ที่พูดด้วย) เช่น ท่าน คุณ เธอ แก ใต้เท้า เป็นต้น
    3) สรรพนามบุรุษที่ 3 ใช้แทนผู้ที่กล่าวถึง เช่น ท่าน เขา มัน เธอ แก เป็นต้น
         2. สรรพนามที่ใช้เชื่อมประโยค (ประพันธสรรพนาม)สรรพนามนี้ใช้แทนนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้าและต้องการ จะกล่าวซ้ำอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ยังใช้เชื่อมประโยคสองประโยคเข้าด้วยกัน ตัวอย่างเช่น   บ้านที่ทาสีขาวเป็นบ้านของเธอ(ที่แทนบ้าน เชื่อมประโยคที่ 1บ้านทาสีขาว กับ ประโยคที่ 2 บ้านของเธอ)
         3. สรรพนามบอกความชี้ซ้ำ (วิภาคสรรพนาม) เป็นสรรพนามที่ใช้แทนนามที่อยู่ข้างหน้า เมื่อต้องการเอ่ยซ้ำ โดยที่ไม่ต้องเอ่ยนามนั้นซ้ำอีก และเพื่อแสดงความหมายแยกออกเป็นส่วนๆ ได้แก่คำว่า บ้าง ต่าง กัน ตัวอย่างเช่น    นักศึกษาต่างแสดงความคิดเห็น   สตรีกลุ่มนั้นทักทายกัน   นักกีฬาตัวน้อยบ้างก็วิ่งบ้างก็กระโดดด้วยความสนุกสนาน
         4. สรรพนามชี้เฉพาะ (นิยมสรรพนาม) เป็นสรรพนามที่ใช้แทนคำนามที่กล่าวถึงที่อยู่ เพื่อระบุให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ได้แก่คำว่า นี่ นั่น โน่น โน้น ตัวอย่างเช่น  นี่เป็นหนังสือที่ได้รับรางวัลซีไรต์ในปีนี้              นั่นรถจักรายานยนต์ของเธอ
         5. สรรพนามบอกความไม่เจาะจง (อนิยมสรรพนาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนนามที่กล่าวถึงโดยไม่ต้องการคำตอบ   ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่คำว่า ใคร อะไร ที่ไหน ผู้ใด สิ่งใด ใครๆ อะไรๆๆ ใดๆ ตัวอย่างเช่น   ใครๆก็พูดเช่นนั้น    ใครก็ได้ช่วยชงกาแฟให้หน่อย   ใดๆในโลกล้วนอนิจจัง   ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้
         6. สรรพนามที่เป็นคำถาม (ปฤจฉาสรรพนาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนนามเป็นการถามที่ต้องการคำตอบ ได้แก่คำว่า ใคร อะไร ไหน ผู้ใด ตัวอย่างเช่น  ใครหยิบหนังสือบนโต๊ะไป    อะไรวางอยู่บนเก้าอี้
ไหนปากกาของฉัน  ผู้ใดเป็นคนรับโทรศัพท์
         7. สรรพนามที่เน้นตามความรู้สึกของผู้พูด สรรพนามชนิดนี้ใช้หลักคำนามเพื่อบอกความรู้สึกของผู้พูดที่มีต่อบุคคลที่กล่าวถึง ตัวอย่างเช่น   คุณพ่อท่านเป็นคนอารมณ์ดี (บอกความรู้สึกยกย่อง)   คุณจิตติมาเธอเป็นคนอย่างงี้แหละ (บอกความรู้สึกธรรมดา)
หน้าที่ของคำสรรพนาม
1. ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค เช่น ใครมา แกมาจากไหน นั่นของฉันนะ เป็นต้น
2. ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค เช่น เธอดูนี่สิ สวยไหม เป็นต้น
3. ทำหน้าที่เป็นส่วนเติมเต็ม เช่น เสื้อของฉันคือนี่ สีฟ้าใสเห็นไหม เป็นต้น
4. ทำหน้าที่ตามหลังบุพบท เช่น เธอเรียนที่ไหน เป็นต้น
......................................................................................................................

ฉ่อยเรื่อง ขุนแผน

เพลงฉ่อย ( จันทโครพ )

การเขียน

  การเขียน   


            การเขียน    คือ  การแสดงความรู้  ความคิด  ความรู้สึก และความต้องการ  ของผู้ส่งสารออกไปเป็นลาบลักษณ์อักษร  เพื่อให้ผู้รับสาร
                สามารถอ่านเข้าใจ  ได้รับทราบความรู้  ความคิด  ความรู้สึก  และความต้องการเหล่านั้น    การถ่ายทอดโดยวิธีบอกเล่าปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า
                " มุขปาฐะ "  อาจทำให้สารตกหล่นหรือคลาดเคลื่อนได้ง่าย  ลายลักษณ์อักษรหรือที่ตัวหนังสือ  ที่แท้จริงคือเครื่องหมายที่ใช้แทนคำพูดนั่นเอง
                ในการเขียนภาษาไทย  มีแบบแผนที่ต้องการรักษา  มีถ้อยคำสำนวนที่ต้องใช้เฉพาะ  และต้องเขียนให้แจ่มแจ้ง  เพราะผู้อ่านไม่สามารถไต่ถามผู้เขียน
               ได้เมื่อนอ่านไม่เข้าใจ  ผู้ที่จะเขียนให้ได้ดี ต้องใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับผู้รับสาร  โดยพิจารณาว่าผู้รับสารสามารถรับสารที่ส่งมาได้มากน้อยเพียงใด
                                     
                            
                             รูปแบบการเขียน  
งานเขียนแบ่งออกเป็น  2  จำพวกได้แก่
                                                          งานเขียนร้อยกรองและงานเขียนร้อยแก้ว
                                                          งานเขียนที่ต้องใช้มากในชีวิตสังคม  คือ



การเขียนจดหมาย 



                    การเขียนจดหมาย   แบ่งออกเป็น  2  ประเภท  ได้แก่
                                 1.  การเขียนจดหมายส่วนตัว  เป็นการเขียนจดหมายส่วนตัวให้แก่ญาติมิตร  เพื่อทราบถึงทุกข์สุขของกันและกัน ต้องเขียนตัวอักษรให้เรียบร้อย  อ่านง่าย  สิ่งที่ไม่ควรลืม  คือ  การแสดงน้ำใจถึงญาติมิตร
                                  2.  จดหมายธุรกิจ  เป็นการเขียนจดหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เป็นการงาน  ผู้เขียนจะต้องเขียน ให้ชัดเจน  และละเอียด

                     การสื่อสารผ่านจดหมาย
                            
การเขียนจดหมายเป็นวิธีการที่นิยมใช้เพื่อสื่อสารแทนการพูด  เมื่อผู้รับสารและผู้ส่งสารอยู่ห่างไกลกัน  หรือมีความจำเป็นบางประการ   ที่ทำให้ไม่สามารถพูดจากันได้  นอกจากนี้จดหมายยังใช้เป็นสื่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ไม่รู้จัก  และจดหมายอาจใช้เป็นเอกสารสำคัญ สำหรับอ้างเป็นหลักฐานได้อีกด้วย  จดหมายที่เขียนส่งไปมาระหว่างกันนี้  มีหลายประเภท  ดังนี้

                       1.   จดหมายส่วนตัว  เป็นจดหมายที่เขียนถึงกันในวงญาติสนิทมิตรสหาย  หรือถึงครูอาจารย์  เพื่อส่งข่าวคราว  ไต่ถามมทุกข์สุข  แสดงความรักและความระลึกถึงที่มีต่อกัน  หรือเล่าเรื่องราวเหตุการณืที่น่ารู้ น่าสนใจให้ฟัง  ตลอดจนขอความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
               
                       2.   จดหมายธุรกิจ   
เป็นจดหมายที่บุคคลเขียนติดต่อกับบุคคลอืน  หรือบริษัท ห้างร้าน  องค์กรเพื่อแจ้งกิจธุระ  เช่น  นัดหมาย  ขอความช่วยเหลือ  ขอสมัครงาน  ขอคำแนะนำเพื่อประโยชน์ในด้านการงานต่างๆ

                                       3.   จดหมายธุรกิจ   เป็นจดหมายที่เขียนติดต่อกันในเรื่องเกี่ยวกับพาณิชยกิจและการเงิน   ในระหว่างบริษัท  ห้างร้านและองค์กรต่างๆ
                        4.   จดหมายราชการ   ทางราชการเรียกว่า  หนังสือราชการ  เป็นจดหมายที่ติดต่อกันเป็นทางราชการจากส่วนราชการ
                                                  หนึ่ง ถึงส่วนราชการหนึ่ง   ข้อความในหนังสือถือว่าเป็นหลักฐานทางราชการและมีสภาพผูกมัดถาวรในราชการ


การเขียนบันทึก

การเขียนบันทึก
                      
บันทึกเป็นรูปแบบงานเขียน  สำหรับสื่อสารภายในวงงานหนึ่ง  ๆ  ใช้เขียนเรื่องราวที่เป็นธุรกิจวงการ   บันทึกที่ใช้เป็นเอกสารที่เปิดเผยส่งจากผู้เริ่มส่งสารผ่านสายงานไปตามลำดับ  จนถึงผู้ที่อยู่ในฐานะจะรับสารและลงมือกระทำสิ่งใดที่เป็นจุดหมายของผู้ส่งสาร
    
            การเขียนรายงาน                                      คือ  การแถลงพฤติกรรมที่ได้เกิดขึ้นให้ผู้ใดผู้หนึ่งหรือบุคคลคณะใดคณะหนึ่ง   รายงานเขียนได้หลายแบบ  เขียนเป็นรายงานโดยตรงแบ่งออกเป็นตอนเล็ก  ตอนใหญ่  เพื่อให้ผู้รับสารรับได้สะดวก  หรืออาจเขียนเป็นรูปบันทึก  หรือจดหมายก็ได้  แล้วแต่ความประสงค์ที่จะใช้รายงานและเขียนด้วยสำนวนที่มีความหมายตรง ๆ  หรืออาจเขียนเป็นสำนวนการประพันธ์   
             การเขียนบันทึกที่มีประสิทธิภาพ   ย่อมขึ้นอยู่กับผู้เขียนในฐานะที่เป็นผู้ส่งสารสำคัญ  ผู้เขียนจำเป็นต้องมีความสามารถ
                       หลายอย่างประกอบกัน  ดังนี้      
                                       1.  มีความรู้ดีพอในเรื่องที่ตนเขีนยและมีวัตถุประสงค์แจ่มแจ้ง  ว่าตนส่งสารเพื่อเหตุใดและใครให้ผู้รับสารรับได้ว่าสารของตนคืออะไร
                                       2.  เลือกรูปแบบที่เหมาะกับเนื้อหา  เช่น  การเขียนอวยพรปีใหม่อาจเขียนเป็นโคลง  ฉันท์   กาพย์   กลอน  ก็ได้ 
                                       3.  ใช้ถ้อยคำสำนวนที่เหมาะสมกับเนื้อหา
                                       4.  ใช้ถ้อยคำสำนวนที่มีวความหมายชัดเจน
                     5.  ใช้ถ้อยคำสำนวนที่ยอมรับว่าสุภาพ
               การฝึกทักษะการเขียน   ประกอบด้วย
                         1.  กระบวนการเขียนภาษาไทยที่ดี
                              2.  กระบวนการคิดเพื่อสื่อสารให้เกิดประสิทธิผล


การพูด

การพูด





                        การพูด  มีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอันมาก  ไม่ว่าจะอยู่  ณ  ที่ใด    ประกอบกิจการงานใด  หรือคบหาสมาคมกับผู้ใด  ก็ต้องสื่อสารด้วยการพูดเสมอ  จึงมักพบว่า  ผู้ที่ประสบความสำเร็จในกิจธุระการงาน   การคบหาสมาคมกับผู้อื่น  ตลอดจนการทำประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม    ล้วนแต่เป็นคนที่มีประสิทธิภาพในการพูดทั้งสิ้นส่วนหนึ่งของการพูดสามารถสอนและฝึกได้  อาจกล่าวได้ว่า  การพูดเป็น   " ศาสตร์ "  มีหลักการ และกฎเกณฑ์เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะ ถึงขั้นเป็นที่พอใจอีกส่วนหนึ่งเป็นความสารถพิเศษหรือศิลปะเฉพาะตัวของผู้พูดแต่ละบุคคล  บางคนมีความสามารถที่จะตรึงผู้ฟังให้นิ่งอยู่กับที่จิตใจจดจ่ออยู่กับการฟังเรื่องที่พูด  ผู้พูดบางคนสามารถพูดให้คนฟังหัวเราะได้ตลอดเวลา  ศิลปะเฉพาะตัวนี้
เป็นสิ่งที่ลอกเลียนกันได้ยาก  แต่อาจพัฒนาขึ้นได้ในแต่ละบุคคล  ซึ่งการพูดที่มีประสิทธิภาพเกิดจากการสังเกตวิธีการที่ดีและมีโอกาสฝึกฝน
                                ประเภทของการพูด   แบ่งได้  2  ประเภท  คือ
                        1.  การพูดระหว่างบุคคล  ได้แก่
      •     การทักทายปราศัย  ลักษณะการทักทายปราศัยที่ดีดังนี้
        • หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส  แสดงอาการยินดีที่ได้พบผู้ที่เราทักทาย
        • กล่าวคำปฏิสันถารที่เป็นที่ยอมรับกันในสังคม  เช่น สวัสดีครับ  สวัสดีค่ะ
        • แสดงกิริยาอาการประกอบคำปฏิสันถาร
        • ข้อความที่ใช้ประกอบการทักทายควรเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความสบายใจ
      •  การแนะนำตนเอง  การแนะนำเป็นสิ่งจำเป็น และมีความในการดำเนินชีวิตประจำวัน  บุคคลอาจแนะนำตนเองในหลายโอกาสด้วยกัน การแนะนำตนเองมีหลักปฏิบัติดังนี้คือ  ต้องบอกชื่อ   นามสกุล  บอกรายละเอียดกับตัวเรา และบอกวัตถุประสงค์ในการแนะนำตัว
      •  การสนทนา   หมายถึง  การพูดคุยกัน  พูดจาเพื่อนสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้  ความคิด  ความรู้สึก  และประสบการณ์   การรับสารที่ง่ายที่สุ  ด    คือ  การสนทนา    
        •  คุณสมบัติของการสนทนาที่ดี  คือ
          • หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส
          • ใช้ถ้อยคำสำนวนภาษาที่ง่าย  ๆ  สุภาพ  คำพูดและน้ำเสียงน่าฟัง เป็นกันเองกับคู่สนทนา                                                     
                       2. การพูดในกลุ่ม                                              การพูดในกลุ่มเป็นกิจกรรมที่สำคัญในสมัยปัจจุบัน  ทั้งในชีวิตประจำวันและในการศึกษาเป็นเปิดโอกาสให้สมาชิกในกลุ่มได้ซักถาม  แสดงความคิดเห็น  หรือเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมาเล่าให้ฟังกัน  มีวิธีการดังต่อไปนี้
        •  เล่าถึงเนื้อหาและประเด็นประเด็นสำคัญ ๆ  ว่ามีอะไรบ้าง
        • ภาษาที่ใช้ควรเป็นภาษาที่ง่าย
        • น้ำเสียงชัดเจนน่าฟัง  เน้นเสียงในตอนที่สำคัญ   
        • ใช้กิริยาท่าทางประกอบการเล่าเรื่องตามความเหมาะสม
        • ผู้เล่าเรื่อควรจำเรื่องไดเป็นอย่างดี
        • มีการสรุปข้อคิดในตอนท้าย 

ภาษาไทย ภาษาชาติ

สอนวรรณคดีไทยอย่างไรในยุคปฏิรูปการศึกษา

สอนวรรณคดีไทยอย่างไรในยุคปฏิรูปการศึกษา


              วรรณคดีไทย เป็นสมบัติล้ำค่าของแผ่นดินที่กวีทั้งหลายได้รังสรรค์ไว้ เพื่อให้เป็นเพชรล้ำค่าคู่แผ่นดินไทยมาในทุกยุคทุกสมัย วรรณคดีจะสะท้อนภาพของสังคมไทย ตามทัศนะของกวีที่เฝ้า มองและจับตาดูสภาพสังคมในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในสังคมแล้วนำเสนอภาพที่เห็นออกมาตามมุมมองของตนโดยใช้ตัวอักษรที่มีแง่งามในด้านวรรณศิลป์เป็นเครื่องมือสำคัญในการถ่ายทอดสู่สายตาผู้อ่านจึงกล่าวได้ว่า วรรณคดีไทยคือสมบัติคู่บ้านคู่เมือง และมีส่วนสำคัญในการแสดงถึงความเป็นชาติมาช้านาน           
               ปัจจุบันหลักสูตรการศึกษาทุกระดับได้มีการบรรจุวรรณคดีไทยเอาไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย ทั้งนี้ก็เพราะในหมวด 4 ของแนวการศึกษาที่กำหนดไว้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ, 2542 : 12 )
               ได้กล่าวถึงการเน้นความสำคัญของความรู้ของผู้เรียนในข้อหนึ่งไว้ว่า ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และ ความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และ สังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทย และ ระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดังนั้น การศึกษาวรรณคดีไทยจึงน่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยทำให้แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ข้อที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้บรรลุจุดมุ่งหมายได้เป็นอย่างดี เพราะวรรณคดีก็คือ ภาพสะท้อนสังคม หรือ กระจกเงาบานใหญ่ของสภาพสังคมไทยนั่นเอง
             การเรียนการสอนวรรณคดีไทยในโรงเรียน นอกจากจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียน มองเห็นคุณค่า และช่วยกันธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ไทยแล้ว การสอนวรรณคดีไทยยังช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แนวคิด พฤติกรรม ค่านิยมของผู้คนในยุคสมัยนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร ข้อคิดคำสอน ตลอดจนอุทาหรณ์สอนใจที่ได้จากวรรณคดี ล้วนเป็นภูมิปัญญาอันล้ำค่ายิ่งที่กวีทั้งหลายได้ฝากไว้ ในกลวิธีการประพันธ์ที่สามารถสร้างแง่งามให้เกิดขึ้นได้อย่างกลมกลืนแต่โดยทั่วไปการสอนวรรณคดีไทยในโรงเรียนทั่ว ๆ ไป ยังคงเป็นเพียงการสอนอ่านเอาเรื่องหรือการสอนอ่านออกเสียง หรือบางครั้งที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็เป็นการสอนวิชาประวัติศาสตร์ไทยเอาเสียเลย ผู้สอนหลายคนมักจะมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจความหมาย และท่องจำคำศัพท์โบราณ หรือ ศัพท์ยาก ๆ เอาไว้ให้ขึ้นใจ เพื่อจะได้เก็บไว้ตอบคำถามในการทำข้อสอบในตอนท้ายในขณะที่ผู้สอนบางคนก็จะมุ่งให้ผู้เรียนแปลความหมายในงานประพันธ์ร้อยกรองที่เป็นภาษาไทยอยู่แล้วและเป็นภาษาไทยที่มีแง่งามทางด้านวรรณศิลป์อย่างดีเยี่ยมให้ออกมาเป็นภาษาไทยร้อยแก้วที่ต้องสละสลวยยิ่งขึ้นไปกว่าเดิมมากยิ่งขึ้นด้วยฝีมือของผู้เรียนที่ยังใช้ภาษาไทยได้ยังไม่ดีเท่าใดนัก นอกจากนี้ผู้สอนบางคนยังมุ่งเน้นย้ำให้ผู้เรียนพยายามจดจำถึงรายละเอียดปลีกย่อยที่หากไม่ตั้งใจจริง ๆ ก็คงจะจำไม้ได้ แต่ครูผู้สอนก็จะเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญและสำคัญมากจนต้องจำให้ได้ขึ้นใจในที่สุด ประเด็นการจัดการเรียนการสอนต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ไม่ก่อให้เกิดความสุนทรีย์ในการเสพงานวรรณคดีไทยแต่อย่างไร ตรงกันข้าม กลับทำให้ผู้ที่จะเสพวรรณคดีไทยอาจสำลัก และพาลเบื่อหน่ายไปได้ในเวลาอันรวดเร็ว และก็กลายเป็นปัญหาเรื้อรังของการเรียนวิชาภาษาไทยในส่วนของวรรณคดีไทยไปได้ในที่สุด ยิ่งถ้าหันมาพิจารณาถึงข้อสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของทบวงมหาวิทยาลัยในวิชาภาษาไทย สำหรับส่วนของวรรณคดีไทยแล้วจะเห็นได้ชัดเจนว่า ลักษณะของข้อสอบจะเป็นการถามถึงแนวคิด ลักษณะภาพสะท้อนสภาพสังคม ค่านิยมที่ปรากฏในวรรณคดีไทยแต่ละเรื่อง นอกจากนี้ก็เป็นถามถึงสุนทรียภาพของการใช้ภาษาไทยในด้านวรรณศิลป์ และนี่เอง คงจะเป็นการไขข้อปริศนาสำคัญที่ว่า ทำไมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศไทย จึงต้องไปสมัครเรียนกวดวิชา สำหรับวิชาภาษาไทยเพื่อการสอบเอนทรานซ์เป็นจำนวนมาก คำตอบที่ง่ายที่สุดก็คือ เรียนอย่างหนึ่งแต่กลับสอบอีกอย่างหนึ่งนั่นเอง

             จึงมาถึงคำถามสำคัญที่ว่า แล้วควรสอนวรรณคดีไทยกันอย่างไรดี ผู้เรียนจึงจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดเอาไว้ในยุคของการปฏิรูปการศึกษา ในเมื่อสาระสำคัญของการเรียนรู้ในปัจจุบันเน้นให้ผู้เรียนคิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และ เกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง มุ่งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกที่ถูกต้องในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีความภูมิใจในความเป็นไทยรู้จักรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย ( สำนักงานคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ , 2542 : 5 ) ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้ที่มีประสบการณ์สอนวิชาภาษาไทยมากกว่า 10 ปี จึงใคร่ขอเสนอแนวทางในการสอนวรรณคดีไทยในโรงเรียนเพื่อให้เกิดความสอดคล้องและเป็นการขานรับกับนโยบายการศึกษาในยุคปฏิรูป ดังต่อไปนี้
          1) ครูผู้สอนวรรณคดีไทย พึงระลึกถึงลักษณะสำคัญของวรรณณคดีเอาไว้อยู่เสมอ ว่า วรรณคดีคือภาพสะท้อนสภาพสังคมแห่งยุคสมัย ผู้ประพันธ์หรือกวีจะสะท้อนแนวคิด มุมมองที่ตนมีอยู่ผ่านลงไปในเนื้อเรื่องที่ผู้ประพันธ์ได้เรียงร้อยขึ้นมา ดังนั้นในการสอนครูผู้สอนจะต้องหาวิธีการที่จะทำให้ผู้เรียนมองเห็นและวิเคราะห์ภาพ ตลอดจนแนวคิดที่กวีสะท้อนออกมาให้ได้ใกล้เคียงที่สุด การนำเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์แห่งยุคสมัยมากล่าวถึงในการสอน จะเป็นเพียงฉากหลังที่จะช่วยส่งให้ภาพสะท้อนเด่นชัดขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่ประเด็นหลัก ในการกล่าวถึงมากมายแต่อย่างใด
         2) ครูผู้สอนวรรณคดีไทย ควรส่งเสริมให้ผู้เรียนได้รู้จัก ใช้ความคิด รู้จักใคร่ครวญใช้สติปัญญาของตนในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การอ่านงานวรรณคดีจะทำให้มองเห็นแง่มุมเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่หลากหลายต่างยุคต่างสมัยพฤติกรรมของตัวละครในวรรณคดีเรื่องต่าง ๆ จะทำให้มองเห็นแง่มุมเรื่องราวชีวิตของผู้คนที่หลากหลายต่างยุคต่าสมัย พฤติกรรมของตัวละครที่เกิดขึ้นและโลดแล่นอยู่ในเนื้อเรื่องจะเป็นบทเรียนชีวิตจำลองที่ท้าทายให้ผู้เรียนได้รู้จักขบคิด และติดตาม ครูผู้สอนควรใช้สิ่งเหล่านี้ เป็นข้อมูลตัวอย่างในการฝึกฝนการใช้สติปัญญาในการขบคิดแก้ปัญหาของผู้เรียน สถานการณ์ต่าง ๆ และพฤติกรรมของตัวละครที่เกิดขึ้น น่าจะหยิบยกขึ้นมาเป็นแบบฝึกประสบการณ์ชีวิตของผู้เรียน ได้ทดลองใช้มุมมองและแนวความคิดของตนในการไตร่ตรอง ใคร่ครวญเพื่อเพิ่มพูนความเฉียบคมของสติปัญญาให้เพิ่มมากขึ้น
          3) ครูผู้สอนวรรณคดีไทยควรจะเน้นให้ผู้เรียนมองเห็นความงดงามและศิลปะของการใช้ภาษาไทยในการรังสรรค์ และ รจนาผลงานของกวี ผู้เรียนควรจะได้เสพถึงสุนทรียะ แห่งความซาบซึ้ง ในด้านรสคำ และ รสความ ความเสนาะของเสียงจากการเลือกสรรถ้อยอักษรของกวีที่บรรจงนำมาเรียงร้อยอย่างตั้งใจเพื่อก่อให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจแก่ผู้อ่าน ครูผู้สอนควรใช้ความรู้ทางหลักไวยกรณ์ไทย ในด้านสัทศาสตร์ มาช่วยในการอธิบายถึงการเลือกสรรถ้อยคำและเสียงเสนาะของวรรณคดีชิ้นนั้น ๆ เพื่อทำให้ผู้เรียนมองเห็นความมหัศจรรย์ของกวี ความอลังการของการเลือกสรรภาษามาร้อยเรียงอย่างมีศิลปะจนเกิดความงาม ตลอดจนอัจฉริยลักษณ์ของภาษาไทยของเราให้ได้
           4) ครูผู้สอนวรรณคดีไทยควรใช้เนื้อหา เหตุการณ์ของวรรณคดีที่กวีได้รังสรรค์รจนาเอาไว้มาเป็นแรงจูงใจสำคัญในการที่จะทำให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีนิสัยรักการอ่าน และ เป็นผู้ใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องกล่าวคือ ครูผู้สอนจะต้องพยายามใช้งานวรรณคดีที่ผู้เรียนกำลังอ่านอยู่ในชั้นเรียนนั้นเป็นตัวกระตุ้นและยั่วยุให้ผู้เรียนเกิดความกระหายใฝ่รู้ อยากจะติดตามอ่านเนื้อหาสืบเนื่องจากเรื่องที่กำลังอ่านอยู่เดิม หรือ เห็นความสำคัญของการค้นหาความรู้ด้านอื่น ๆ มาประกอบ หรือ ขยายความให้งานวรรณคดีที่ตนกำลังอ่านอยู่เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น ผู้เรียนอยากหาโอกาสในการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนในชั้นเรียนหรือ คนอื่น ๆ ที่เคยได้มีโอกาสอ่านงานประพันธ์ชิ้นเดียวกันมาแล้ว เพื่อเป็นการขยายโลกทัศน์ของตนให้กว้างขวางออกไปยิ่งขึ้น
จากแนวทาง 4 ประการที่ผู้เขียนได้เสนอแนะเอาไว้ข้างต้นนี้ คงจะช่วยทำให้ครูผู้สอนมองเห็นภาพรวมของการสอนวรรณคดีไทยในยุคปฏิรูปการศึกษา ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้ มีนิสัยใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง และคงไม่ใช่ภาระหนักอึ้งเกินไปสำหรับครูผู้สอนภาษาไทยทุกท่านที่เคยศึกษาวรรณคดีไทยกันมาแล้วอย่างลึกซึ้งและถ่องแท้เพียงแต่ว่า เมื่อจะนำมาสอนผู้เรียนให้เกิดคุณลักษณะเหล่านี้ขึ้นมาบ้าง อาจจะยังมองไม่เห็นแนวทาง หรือ อาจจะยังหลงทางไปบ้าง แต่ก็คงยังไม่สายเกินไปกับการที่จะหันกลับมา และลองใช้กลวิธีการสอนที่ผู้เขียนได้นำเสนอไว้เพื่อให้วรรณคดีไทยของเรา “จงคงคู่กัลปา ยืนโยค หายแผ่นดินฟ้าไหม้ อย่าหาย”
 เอกสารอ้างอิง
คณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน . (2542) . พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ .
ศิลปศาสตร์ธรรมศาสตร์ , สมาคม . (2537) . เอกสารประกอบการอบรม เรื่องการสอน วรรณคดีไทยให้สนุก. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์